Counter 570
Blogroll: how many hybrid club set | how many nitro golf balls | buy new running shoes | cheapest addidas tennis shoes
Diary

! @ m S h Y l ! s M


     
ไปแล้วดีกว่า

พอรู้สึกตัวในตอนสิบโมงเช้าของวันนี้ ก็อยากจะเขียนไดขึ้นมาเฉยๆ ทั้งๆที่ร้างลาไปสองเดือนมั้ง จนคิดว่าจะเลิกไปจริงๆซะแล้ว

ที่มาเขียนนี้ก็คงจะเหมือนมาบอกว่าจะเลิกจริงๆน่ะละ เพราะอันที่แล้วมันยังไม่เป็นทางการใช่มะ ก็ขอทำให้มันเปนทางการซะก็สิ้นเรื่อง

ก่อนจะเริ่มเขียนนี่ เกิดท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมา เลยไปเข้าห้องน้ำ อยู่ในห้องน้ำ ปู้ดป้าดๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยดีชะมัด

โอ๊ย หนวกหูเว้ย รถขายของห่าไรเข้ามาในซอยฟะ ในตอนที่กำลังต้องการสมาธิอย่างมากเช่นนี้ อีบ้า! ขอร้องออกไปเถอะ pleaseee...

เราคิดเสมอตะแต่เด็กแล้ว ว่าเราเนี่ยสุดแสนจะอัปลักษณ์จมูกบาน แว่นหนาเตอะ เป็นสุดยอดแห่งความอัปลักษณ์ไม่มีใครเกิน นอกจากหน้าตาจะอัปลักษณ์แล้ว ท่าทางและนิสัยก้อไม่แพ้กันสักนิด...ถึงจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเพอร์เฟ้ก เพอร์เฟก พอสิวขึ้นก็กลับสภาพเดิมเรียบร้อยเลยฮะ

จะว่าไปแล้ว เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กชายอัปลักษณ์ขี้กลัวที่คอยซุกอยู่แต่ในผ้าห่มบนเตียงไม่กล้าออกไปไหน ด้วยกลัวว่าคนจะเหนเราเป็นตัวอัปลักษณ์นั้น เพราะนั้นความรู้สึกของเราต่างๆจึงไม่กล้าที่จะเปิดเผยออกไปด้วยเหมือนกัน

เราไม่ค่อยได้รับความรักจากใครเท่าไหร่ เราเข้าใจเสมอว่าทำไมเราถึงไม่มีแฟนกะเค้าซักที ทำไมเราถึงไม่เปนที่ต้องการของใครสักคนบ้าง แม้เพียงคนอัปลักษณ์อย่างเดียวกับเราก้อตาม นั่นคือความรักเกิดจากความผูกพัน เราไม่เคยผูกพันกะใครเลยสักนิด โดยเฉพาะกับเพศตรงข้ามด้วยเเล้ว เรากลัวเกินกว่าที่จะไปเผชิญหน้ากับสาวเจ้าเหล่านั้น แม้เพียงสบตาก้อตาม

อย่าว่าแต่คนรักเลย ใครบ้างที่ต้องการคนเงียบๆ หน้าตาซังกะตาย พูดด้วยก้อปากคอเลาะร้ายเป็นเพื่อน เราไม่อยู่ในสเปคของความรู้สึกที่ใครจะมาผูกพันหรือมีความต้องการด้วย เราจึงเข้าใจตัวเองเสมอ

ตัวเราเองถามตัวเราว่า "คิดจะให้มันเปนอย่างนี้ไปตลอดเหรอ" "ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองบ้างหรอ" ทำไมเราจะไม่เคยคิด ทุกครั้งที่เราว่างเราจะคิดเสมอ เราคิดอย่างนี้มาตะแต่ปอห้าปอหกได้แล้วมั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลซะทีเมื่อเริ่มทำ

เราเคยเกือบจะทำสำเร็จ แต่เราถูกคนบางกลุ่มหลอกเอาความพยายามของเราไปเป็นเครื่องมือเล่นสนุกของพวกเค้า ตะแต่นั้นมาเราก้อเลยกลับมาเปนเดะชายผู้เงียบงันราวกับอีใบ้อีกครั้ง

แม้กระนั้นความพยายามของเราก้อไม่สูญหายไปซะเลยทีเดียว เราได้เพื่อนสนิทมาเจ็ดคน เพื่อนที่เราสามารถเป็นตัวตนของเราได้ทุกอย่าง เพื่อนที่มีพลังดึงตัวตนของเราได้ เรามีความสุขน้อยๆจากช่วงเวลาที่กดดันทั้งหลาย  เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้เราเลิกมองพื้นราวกับจะหาอะไรบางอย่างได้ ช่วยพยุงหัวเราขึ้นมาทีละน้อยมาสบสายตาพวกเขาและช่วยฉีกแก้มเราให้ยิ้มแล้วโผล่ฟันเน่าๆโชว์ให้พวกเค้าเหล่านั้นได้ยลกัน

บางทีเราต้องขอบคุณใครนะ ขอบคุณพระเจ้าหรือตัวเราเองที่ช่วยส่งสิ่งนี้มาให้เราในเวลาที่เกือบจะสายไปแล้วนั้น ก็เค้าว่าช่วงเวลาที่เราจะหาเพื่อนที่ดีที่สุดได้ก็คงเปนประมาณนี้ใช่ไหม ความจริงมันก้อน่าจะได้ตลอดชีวิตแหละนะ แต่ในสังคมอย่างนี้ เด็กๆดูจะจริงใจกันมากที่สุด  ช่างมันเถอะ..เราก็ขอบคุณทุกๆสิ่งแล้วกัน เราขอบคุณทุกรอยยิ้ม ทุกคำทักทายไม่ว่าจะจากใครที่หวังดีและไม่หวังดี ทำช่วยเปนดังน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่เหี่ยวแฟบของเราไว้ ให้มันพะงาบๆได้ต่อไปวันๆ

เราเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าในอนาคตเพื่อนของเราเจ็ดคนนี้หรือสักกี่คนดี มาหักหลังเราเราจะทำไง  เราก้อว่าเราคงไม่ทำไง เราจะอยู่เฉยๆ แต่เราคงไม่ยุ่งกะเค้าอีก(รึเปล่า) ยังไงเราก้อคงโกรธไม่ลง  ก้อเรานึกถึงตอนที่เค้าอุตส่าห์ลงไม้ลงมือศัลยกรรมหน้าเรานี่นะ ช่างเหอะ มันยังไม่ถึงโว้ย

ตอนนี้เราค้นพบความสามารถอะไรบางอย่างทีเราพอจะทำได้ดีกว่าคนอื่นมากคนหน่อย เราคงไม่บอก ก้อคงมีแต่เจ็ดคนที่จะรู้ล่ะมั้ง เราเคยคิดว่าการเรียนพอจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเชิดหน้าชูตาได้บ้าง ในขณะที่คนอื่นๆเค้ามีพรสวรรค์มากมาย ในเรื่องการพูดการจา การมีความสุข การมีเพื่อนเยอะๆ การแสวงหาความอบอุ่นที่เราหาไม่ค่อยเจอ   แต่แล้วเรากลับพบว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เราพยายามคิดนู่นนี่เพื่อค้นหาคำตอบ เราจะคิดได้ช้ากว่าคนอื่นๆเสมอ บางทีเราก้อคิดไม่ออก แต่อาศัยวางท่าทำเท่(ทั้งที่ไม่เท่เลยสักนิด)ทำเป็นผู้รู้ "อืมนั่นสินะ อืมโน่นสินะ อืมอย่างนี้สินะ" "ใช่แล้วๆ อย่างนั้นแหละ" เราเองที่รู้แก่ใจว่าตอหลดตอแหลทุเรศอัปรีย์จัญไร ท้ายสุดก็ว่ามันไม่ใช่

เมื่อเราเจอแล้ว แท้จริงก้อยังหวั่นๆว่าจะใช่จริงรึเปล่า เราเลยเลิกมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำมาตลอดคือการเรียน เพราะไม่รู้จะทำเพื่ออะไร เมื่อมันไม่ใช่  ก็ใช่ว่าเราจะทิ้งไปหรอกนะ เรายังต้องเอาการเรียนนี้มาเลี้ยงดูพ่อแม่น่ะ เพียงเราให้ความสำคัญน้อยลงเท่านั้น

เราคิดว่าเราจะทำส่วนที่คิดว่าใช่ให้ดีที่สุด ทำไปจนตาย จริงๆแล้วจุดประสงคือ เราอยากให้ใครเหนความสามารถและหันมาชื่นชมเราบ้างเท่านั้น "อู๊ย นันเก่งจังเลย ทำได้ไงเนี่ย" "อู๊ย เปนเราทำไม่ได้นะเนี่ย" "โห สุดย๊อด"  อาจเพียงคนเดียวที่พูดอย่างนั้นเราก้อชื่นใจแล้วล่ะ แต่แม้จะไม่มีใครสักคน แม้กระทั่งไอหมี(หมาที่บ้านซึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้) เราก้อจะขอทำไปจนตาย

หนังสือ"เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม"ไม่ได้ทำให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้นมาเท่าไหร่อย่างที่มันบอกไว้ อย่างน้อยเรากลับได้อีกอย่าง เราได้แง่คิดเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องที่เรามาอยู่แล้วเราก้อจะไป คิดได้ดังนี้แล้ว แม้จะไม่มีใครชม ก็ขอเราทำอย่างเต็มที่แล้วกัน แล้วเราก้อจะไป

นี่คือคำบ่นครั้งสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เพราะเราจะไปบ่นอีกมากไดอารี่สมุดของเรา แล้วก้อกับงานของเรา มีใครหลายคนใช้ไดอารี่เปนเครื่องมือในการทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การเอาหัวใจมาตีแผ่แท้จริง เราก้อเคยเปนเช่นนั้น และเราก้อเกลียดตัวเองและคนแบบนั้น คือไม่จริงใจ ตอหลดตอแหลชั่วช้า เออ เอาเข้าไป ด่าตัวเองก้อยังทำได้ - -"  หลายคนใช้มันเพื่อหลอกตัวเอง ราวกับสร้างวิมานในฝัน ซึ่งเราก้อเคยทำอีกนั่นแหละ

เราถึงเปลี่ยนมาเขียนในสมุดไง เพราะจะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แล้วเราก้อไม่รู้จะทำเพื่อไปเปนเครื่องมือทำร้ายใครได้ จะแฉตัวเองเนี่ยนะ เราอาจจะด่าพ่อล่อแม่คนที่เราเกลียด แต่มันคงไม่รู้หรอก 55

อันนี้คงมีเราคนเดียวที่อ่านจบ หรือไม่ก้อมีคนกรุณาในเจ็ดคนเพื่อนเรา จริงแล้วก้อมีสามคนที่รู้นะ อาจจะบอกมันมั้ง ช่างเหอะ เราอ่านคนเดียวพอ หรือถ้าอยากให้มันอ่านเราก้อจะบอกมัน มันก้อจะมาอ่าน นี่แหละคงเปนคำว่า"เพื่อน"สินะ  

ขออย่าถือสาสิ่งใดที่ทำหรือพูดลงไปในนี้เลย ถือซะว่าเปนคำระบายโกหกหลอกลวง ปลิ้นปล้อน หลอกแม้กระทั่งตัวเอง และยังเผื่อแผ่หลอกหลอนไปยังคนอื่นเพื่อนผลประโยชน์ของตัว(แต่ไม่สำมะเหร็ด) แต่ลงท้ายได้ด้วยดีนะ เพราะจริงใจเป็นที่สุด โอ้วว เริ่มร้าย ปลายดี หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว...ไปแล้วล่ะ ลาก่อนคนชั่ว คนดีและดีและชั่วทั้งหลาย สาธุ!!  
   
 
เขียนเมื่อวันที่ 20/07/2004 10:24:23 น.
  « ปิดฉาก(อย่างไม่เป็นทาง..
  5 Comment




Comment message

คนดีที่โลกลืม Post date : 25/07/2004 17:33:02 น.
Comment : 153 x

เฮ้อคนเรา... ลองถ้าขาดความมั่นใจในตัวเอง  ถ้าคิดแต่จะดูถูกตัวเองแล้วละก็  อย่าหวังจะให้คนอื่นมาชื่นชมในตัวของเราได้เลย  เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อนดิ  เข้าใจป่าว? แล้วเรื่องเพื่อนจะมาหักหลังรึป่าว  ไม่ต้องกังวลหรอก  พวกเราในกลุ่มเป็นห่วงกันทุกคน  แต่ไม่ยอมแสดงออกก็เท่านั้น  ถ้าไม่ห่วงกันจริง  ป่านนี้คงต่างคนต่างอยู่ตั้งนานแล้ว  แล้วก็ควรจะใช้เวลากับเพื่อนให้มากหน่อยเพราะนี่เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน  ได้เล่นสนุกกัน  ได้แซวกัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกันมาก  แม้บางครั้งจะทะเลาะกันบ้าง  แต่ก็ถือว่าเป็นสีสันในกลุ่มก็แล้วกัน  ไอที่เพื่อนว่าเพื่อนแซวก็เพราะเห็นว่ามันสนุก  มันสร้างเสียงหัวเราะให้กลุ่มได้  เค้าไม่ได้คิดจริงจังซักหน่อย  ถ้ารู้ว่าไม่ชอบวันหลังเดี๋ยวมันก็เลิกเองนั่นแหละ  เออ.. วันนี้เราจะไปเที่ยวกัน  ไปป่ะ? ควรจะไปนะ  ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าควรให้เวลากับเพื่อนมากๆหน่อย  เดี๋ยวมหาลัยก็ต้องแยกกันแล้ว  แต่บางคนนะพอเราไปเที่ยวแล้วมาเล่าให้ฟังก็หาว่าไม่ชวน  แต่วันนี้ชวนแล้วกลับไม่ไปอีก  จะเอายังไงกันแน่เนี่ย! เฮ้อ...ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว เบื่อหน้าเจ้าของได  ยังไงก็ขอให้คิดว่าพวกเราทุกคนเป็นเพื่อนรักกันนะ  มีอะไรก็ปรึกษาได้ถึงแม้เราจะเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือในสายตาของใครก็ตาม... สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้นะทั้งเรื่องความรัก การเรียน(อักษรใช่ป่ะ?)แล้วก็อีกหลายๆเรื่อง  แล้วก็อย่าขึ้นไปบนหลังคาอีกนะ  เป็นห่วง  เดี๋ยวตกลงมา

ยายข้างบ้าน Post date : 25/07/2004 16:24:58 น.
Comment : 152 x

การมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ไม่ดีน่ะ บางเวลาเราตักนำมาล้างหน้าตอนแรกก็อาจจะหายใจไม่คล่องแต่ความรู้สึกที่เราได้หลังจากนั้นคอความสดชื่นที่เราได้รับ นั้นหมายถึงสิ่งที่เราต้องแลกมันด้วยความข่มขื่นแต่หลังจากนั้นความข่มขื่นที่เราได้รับมันจานำความสุขมาให้เราทีหลัง หลานเอ๋ย ยายจาบอกอาไรให้ การที่เราคิดอาไรไปคิดเดียวโดยไม่มีใครมาเคียงข้างกายมันจาทุกข์เหมือนที่เป็นอยู่ สิ่งเดียวที่ผู้ชายทั่วไปคิดก็คืออยากมีแฟนไว้ปรึกษาแต่แท้ที่จริงแล้วคนที่สามารถปรึกษาได้ตลอดเวลาคือเพื่อนของหลานเองนั้นแหละลองทบทวนอดีตของตนเองดูซิแล้วหลานจาว่าใครที่คอยให้กำลังใจ ช่วยหลานเวลาเหงา มีปัญหาให้คำปรึกษา ยายเองก็ไม่รู้จาอธิบายอาไรมากมายจาพูดแทนความรู้สึกที่เพื่อนๆของหลานจาพูดคงไม่ได้ มันเหมือนกับนำที่ไม่สามารถจะบรรจุแทนคำพูดไม่ได้แล้วแต่เราจาเอาอาไรไปบรรจุเป็นปริมาณ (น้ำเน่าดีว่ะ) ดูแลด้วยน่ะหลานเอ๋ย อย่าคิดอาไรมาก ยายเองก็เป็นห่วง
FeeLinG~Forever Post date : 25/07/2004 15:48:59 น.
Comment : 151 x

อ่านแล้วน่ะเฟ้ย อืมเข้ใจมึงเลยย ทามไมคิดดูถูกตัวเองนักว่ะ ทามไมต้องคิดว่าเพื่อนจะหักหลังด้วยอ่ะ ไมมีเพื่อนคนไหนคิดที่จะหักหลังเพื่อนด้วยกานหลอก รู้ไว้ด้วย ท่าหักหลังเค้าก็ไม่เรียกว่าเพื่อนแล้ว. นี้แอบมาเขียนน่ะเนี้ย ที่จริงว่าจะเขียนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หุหุ นัน บอกตรงๆว่าเราก็เคยเป็นแบบนันมาก่อน ตอนที่เราอยู่ชุมพรอ่ะ เราก็เป็นคนคล้ายๆนันนี้แหละ แต่ตอนนี้เราคิดได้แล้ว แล้วก็เริ่มปรับปรุงตัวเอง หาจุดที่คิดว่าตัวเองทำแล้วทำได้ดี ลองไปเรื่อยๆจนกว่าจะรู้ว่าสิ่งนั้นคิอสิ่งที่เราต้องการ อืม....แต่เราก็โชคดีอย่างนึง เรมีครอบครัวที่มีความสุขที่สุขในโลกนี้ละมั้งที่สวรรค์ทำให้เรารู้สึกมีค่ามากๆๆเลย เราถึงไม่เคยคิดน้อยใจในสิ่งที่ตนเองมีและตนเองเป็น นัน... ถึงแม่ว่าโลกนี้จะแตกสลาย เราก็ยังเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆนันเสมอน่ะ มีอารายก็ปรึกษากันถึงแม้ว่าเราจะช่วยอารายไม่ได้ก็ตาม แต่เราก็รับฟังได้น่ะ (หนึ่งในคนแคระทั้งเจ็ด)
Post date : 20/07/2004 12:30:18 น.
Comment : 150 x

ตื่นเต้นหยอเวลาอัพได
ท้องไส้เลยปั่นป่วน
555+ ตาหลกจัง
รุ้ง Post date : 20/07/2004 11:24:09 น.
Comment : 149 x

เราก้ออ่านจบนะ
July 2004
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31
             

  Online Diary
    ไปแล้วดีกว่า
  ปิดฉาก(อย่างไม่เป็นทาง..
  มาย นิว อีเมวแอดเดรส
  บันทึกความทรงจำ 3
  บันทึกความทรงจำ 2
  บันทึกความทรงจำ
  ออซ-พิซีส
  สีเบจ
  วันสบาย
  เอื้อนเอ่ย
  รู้ตัว
  Oh my God!!
  มอเอียเมียมัน
  หมีพูห์กับแฟนฉัน
[ 0 1 2 3 » ]
   


  Comment here
  name/email
 
 
  message Icon toy
 
 
* Please login before use Icon
   







    [ ส่งเมลล์ถึงเจ้าของไดอารี่ | แอด:iamshylism -> diarylist | แนะนำได:iamshylism ให้เพื่อนๆ ]
    PRIVACY POLICY | DISCLAIMER | HELP | ADS | CONTACT
    COPYRIGHT © 2000-2007 STORYTHAI.COM., ALL RIGHT RESERVED.