ไปแล้วดีกว่า
|
พอรู้สึกตัวในตอนสิบโมงเช้าของวันนี้ ก็อยากจะเขียนไดขึ้นมาเฉยๆ ทั้งๆที่ร้างลาไปสองเดือนมั้ง จนคิดว่าจะเลิกไปจริงๆซะแล้ว
ที่มาเขียนนี้ก็คงจะเหมือนมาบอกว่าจะเลิกจริงๆน่ะละ เพราะอันที่แล้วมันยังไม่เป็นทางการใช่มะ ก็ขอทำให้มันเปนทางการซะก็สิ้นเรื่อง
ก่อนจะเริ่มเขียนนี่ เกิดท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมา เลยไปเข้าห้องน้ำ อยู่ในห้องน้ำ ปู้ดป้าดๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยดีชะมัด
โอ๊ย หนวกหูเว้ย รถขายของห่าไรเข้ามาในซอยฟะ ในตอนที่กำลังต้องการสมาธิอย่างมากเช่นนี้ อีบ้า! ขอร้องออกไปเถอะ pleaseee...
เราคิดเสมอตะแต่เด็กแล้ว ว่าเราเนี่ยสุดแสนจะอัปลักษณ์จมูกบาน แว่นหนาเตอะ เป็นสุดยอดแห่งความอัปลักษณ์ไม่มีใครเกิน นอกจากหน้าตาจะอัปลักษณ์แล้ว ท่าทางและนิสัยก้อไม่แพ้กันสักนิด...ถึงจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเพอร์เฟ้ก เพอร์เฟก พอสิวขึ้นก็กลับสภาพเดิมเรียบร้อยเลยฮะ
จะว่าไปแล้ว เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กชายอัปลักษณ์ขี้กลัวที่คอยซุกอยู่แต่ในผ้าห่มบนเตียงไม่กล้าออกไปไหน ด้วยกลัวว่าคนจะเหนเราเป็นตัวอัปลักษณ์นั้น เพราะนั้นความรู้สึกของเราต่างๆจึงไม่กล้าที่จะเปิดเผยออกไปด้วยเหมือนกัน
เราไม่ค่อยได้รับความรักจากใครเท่าไหร่ เราเข้าใจเสมอว่าทำไมเราถึงไม่มีแฟนกะเค้าซักที ทำไมเราถึงไม่เปนที่ต้องการของใครสักคนบ้าง แม้เพียงคนอัปลักษณ์อย่างเดียวกับเราก้อตาม นั่นคือความรักเกิดจากความผูกพัน เราไม่เคยผูกพันกะใครเลยสักนิด โดยเฉพาะกับเพศตรงข้ามด้วยเเล้ว เรากลัวเกินกว่าที่จะไปเผชิญหน้ากับสาวเจ้าเหล่านั้น แม้เพียงสบตาก้อตาม
อย่าว่าแต่คนรักเลย ใครบ้างที่ต้องการคนเงียบๆ หน้าตาซังกะตาย พูดด้วยก้อปากคอเลาะร้ายเป็นเพื่อน เราไม่อยู่ในสเปคของความรู้สึกที่ใครจะมาผูกพันหรือมีความต้องการด้วย เราจึงเข้าใจตัวเองเสมอ
ตัวเราเองถามตัวเราว่า "คิดจะให้มันเปนอย่างนี้ไปตลอดเหรอ" "ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองบ้างหรอ" ทำไมเราจะไม่เคยคิด ทุกครั้งที่เราว่างเราจะคิดเสมอ เราคิดอย่างนี้มาตะแต่ปอห้าปอหกได้แล้วมั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลซะทีเมื่อเริ่มทำ
เราเคยเกือบจะทำสำเร็จ แต่เราถูกคนบางกลุ่มหลอกเอาความพยายามของเราไปเป็นเครื่องมือเล่นสนุกของพวกเค้า ตะแต่นั้นมาเราก้อเลยกลับมาเปนเดะชายผู้เงียบงันราวกับอีใบ้อีกครั้ง
แม้กระนั้นความพยายามของเราก้อไม่สูญหายไปซะเลยทีเดียว เราได้เพื่อนสนิทมาเจ็ดคน เพื่อนที่เราสามารถเป็นตัวตนของเราได้ทุกอย่าง เพื่อนที่มีพลังดึงตัวตนของเราได้ เรามีความสุขน้อยๆจากช่วงเวลาที่กดดันทั้งหลาย เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้เราเลิกมองพื้นราวกับจะหาอะไรบางอย่างได้ ช่วยพยุงหัวเราขึ้นมาทีละน้อยมาสบสายตาพวกเขาและช่วยฉีกแก้มเราให้ยิ้มแล้วโผล่ฟันเน่าๆโชว์ให้พวกเค้าเหล่านั้นได้ยลกัน
บางทีเราต้องขอบคุณใครนะ ขอบคุณพระเจ้าหรือตัวเราเองที่ช่วยส่งสิ่งนี้มาให้เราในเวลาที่เกือบจะสายไปแล้วนั้น ก็เค้าว่าช่วงเวลาที่เราจะหาเพื่อนที่ดีที่สุดได้ก็คงเปนประมาณนี้ใช่ไหม ความจริงมันก้อน่าจะได้ตลอดชีวิตแหละนะ แต่ในสังคมอย่างนี้ เด็กๆดูจะจริงใจกันมากที่สุด ช่างมันเถอะ..เราก็ขอบคุณทุกๆสิ่งแล้วกัน เราขอบคุณทุกรอยยิ้ม ทุกคำทักทายไม่ว่าจะจากใครที่หวังดีและไม่หวังดี ทำช่วยเปนดังน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่เหี่ยวแฟบของเราไว้ ให้มันพะงาบๆได้ต่อไปวันๆ
เราเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าในอนาคตเพื่อนของเราเจ็ดคนนี้หรือสักกี่คนดี มาหักหลังเราเราจะทำไง เราก้อว่าเราคงไม่ทำไง เราจะอยู่เฉยๆ แต่เราคงไม่ยุ่งกะเค้าอีก(รึเปล่า) ยังไงเราก้อคงโกรธไม่ลง ก้อเรานึกถึงตอนที่เค้าอุตส่าห์ลงไม้ลงมือศัลยกรรมหน้าเรานี่นะ ช่างเหอะ มันยังไม่ถึงโว้ย
ตอนนี้เราค้นพบความสามารถอะไรบางอย่างทีเราพอจะทำได้ดีกว่าคนอื่นมากคนหน่อย เราคงไม่บอก ก้อคงมีแต่เจ็ดคนที่จะรู้ล่ะมั้ง เราเคยคิดว่าการเรียนพอจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเชิดหน้าชูตาได้บ้าง ในขณะที่คนอื่นๆเค้ามีพรสวรรค์มากมาย ในเรื่องการพูดการจา การมีความสุข การมีเพื่อนเยอะๆ การแสวงหาความอบอุ่นที่เราหาไม่ค่อยเจอ แต่แล้วเรากลับพบว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เราพยายามคิดนู่นนี่เพื่อค้นหาคำตอบ เราจะคิดได้ช้ากว่าคนอื่นๆเสมอ บางทีเราก้อคิดไม่ออก แต่อาศัยวางท่าทำเท่(ทั้งที่ไม่เท่เลยสักนิด)ทำเป็นผู้รู้ "อืมนั่นสินะ อืมโน่นสินะ อืมอย่างนี้สินะ" "ใช่แล้วๆ อย่างนั้นแหละ" เราเองที่รู้แก่ใจว่าตอหลดตอแหลทุเรศอัปรีย์จัญไร ท้ายสุดก็ว่ามันไม่ใช่
เมื่อเราเจอแล้ว แท้จริงก้อยังหวั่นๆว่าจะใช่จริงรึเปล่า เราเลยเลิกมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำมาตลอดคือการเรียน เพราะไม่รู้จะทำเพื่ออะไร เมื่อมันไม่ใช่ ก็ใช่ว่าเราจะทิ้งไปหรอกนะ เรายังต้องเอาการเรียนนี้มาเลี้ยงดูพ่อแม่น่ะ เพียงเราให้ความสำคัญน้อยลงเท่านั้น
เราคิดว่าเราจะทำส่วนที่คิดว่าใช่ให้ดีที่สุด ทำไปจนตาย จริงๆแล้วจุดประสงคือ เราอยากให้ใครเหนความสามารถและหันมาชื่นชมเราบ้างเท่านั้น "อู๊ย นันเก่งจังเลย ทำได้ไงเนี่ย" "อู๊ย เปนเราทำไม่ได้นะเนี่ย" "โห สุดย๊อด" อาจเพียงคนเดียวที่พูดอย่างนั้นเราก้อชื่นใจแล้วล่ะ แต่แม้จะไม่มีใครสักคน แม้กระทั่งไอหมี(หมาที่บ้านซึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้) เราก้อจะขอทำไปจนตาย
หนังสือ"เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม"ไม่ได้ทำให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้นมาเท่าไหร่อย่างที่มันบอกไว้ อย่างน้อยเรากลับได้อีกอย่าง เราได้แง่คิดเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องที่เรามาอยู่แล้วเราก้อจะไป คิดได้ดังนี้แล้ว แม้จะไม่มีใครชม ก็ขอเราทำอย่างเต็มที่แล้วกัน แล้วเราก้อจะไป
นี่คือคำบ่นครั้งสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เพราะเราจะไปบ่นอีกมากไดอารี่สมุดของเรา แล้วก้อกับงานของเรา มีใครหลายคนใช้ไดอารี่เปนเครื่องมือในการทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การเอาหัวใจมาตีแผ่แท้จริง เราก้อเคยเปนเช่นนั้น และเราก้อเกลียดตัวเองและคนแบบนั้น คือไม่จริงใจ ตอหลดตอแหลชั่วช้า เออ เอาเข้าไป ด่าตัวเองก้อยังทำได้ - -" หลายคนใช้มันเพื่อหลอกตัวเอง ราวกับสร้างวิมานในฝัน ซึ่งเราก้อเคยทำอีกนั่นแหละ
เราถึงเปลี่ยนมาเขียนในสมุดไง เพราะจะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แล้วเราก้อไม่รู้จะทำเพื่อไปเปนเครื่องมือทำร้ายใครได้ จะแฉตัวเองเนี่ยนะ เราอาจจะด่าพ่อล่อแม่คนที่เราเกลียด แต่มันคงไม่รู้หรอก 55
อันนี้คงมีเราคนเดียวที่อ่านจบ หรือไม่ก้อมีคนกรุณาในเจ็ดคนเพื่อนเรา จริงแล้วก้อมีสามคนที่รู้นะ อาจจะบอกมันมั้ง ช่างเหอะ เราอ่านคนเดียวพอ หรือถ้าอยากให้มันอ่านเราก้อจะบอกมัน มันก้อจะมาอ่าน นี่แหละคงเปนคำว่า"เพื่อน"สินะ
ขออย่าถือสาสิ่งใดที่ทำหรือพูดลงไปในนี้เลย ถือซะว่าเปนคำระบายโกหกหลอกลวง ปลิ้นปล้อน หลอกแม้กระทั่งตัวเอง และยังเผื่อแผ่หลอกหลอนไปยังคนอื่นเพื่อนผลประโยชน์ของตัว(แต่ไม่สำมะเหร็ด) แต่ลงท้ายได้ด้วยดีนะ เพราะจริงใจเป็นที่สุด โอ้วว เริ่มร้าย ปลายดี หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว...ไปแล้วล่ะ ลาก่อนคนชั่ว คนดีและดีและชั่วทั้งหลาย สาธุ!! |
| |
เขียนเมื่อวันที่ 20/07/2004 10:24:23 น. « ปิดฉาก(อย่างไม่เป็นทาง..
5 Comment
|
|
|
July 2004
|
| Sun |
Mon |
Tue |
Wed |
Thu |
Fri |
Sat |
| |
|
|
|
1 |
2 |
3 |
| 4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
| 11 |
12 |
13 |
14 |
15 |
16 |
17 |
| 18 |
19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
24 |
| 25 |
26 |
27 |
28 |
29 |
30 |
31 |
| |
|
|
|
|
|
|
|
|